Home ข้อคิดชีวิต เลี้ยงลูกให้เก่ง พ่อแม่ต้องขี้เกียจ 3 เรื่อง (อ่านกี่รอบก็ใช้ได้เสมอ)

เลี้ยงลูกให้เก่ง พ่อแม่ต้องขี้เกียจ 3 เรื่อง (อ่านกี่รอบก็ใช้ได้เสมอ)

3 second read
0
0
105

อยากให้ลูกเก่ง เลี้ยงลูกให้ได้ดี ต้องขี้เกียจอยู่ 3 เรื่อง

พ่อแม่หลายๆคนยังยึดติดอยู่กับความคิดที่ว่า ต้องเลี้ยงลูกให้สบายที่สุด อยากได้อะไรก็ต้องได้ต้องมีมากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อนมีโทรศัพท์ก็ต้องมีให้ใหม่กว่าเพื่อน

อยากกินอะไรก็ต้องได้กิน เลี้ยงลูกด้วยความเพรียบพร้อม ไม่อยากให้ลูกลำบาก หรือ รู้สึกว่าขาดอะไรแต่การเลี้ยงดูแบบไข่ในหินเช่นนี้ จะส่งผลในระยะยาว เมื่อเติบโตขึ้น

เขาจะพึ่งพาตนเองไม่ค่อยได้ จนตอนนี้มี โ ร ค ใหม่บัญญัติขึ้นนั่นคือ โ ร ค ไม่รู้จักความลำบาก ถ้าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนั้นต้องขี้เกียจ 3 เรื่องนี้

1. ขี้เกียจขยับมือ สอนให้ลูกเรียนรู้จักพึ่งพาตนเอง

สอนให้ลูกเรียนรู้จักพึ่งพาตนเอง โดยการไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยลูกในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำเองได้ เช่น เมื่อห้องนอนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็แค่ตักเตือนว่าควรจัดห้องอย่างไร

เพื่อให้เป็นระเบียบ แต่จะไม่เข้าไปทำให้ลูกเอง ปล่อยให้ลูกได้ทำด้วยตัวเองแต่เน้นไปที่การทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมของบ้าน เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ให้ดูสะอาดเอี่ยมอยู่เสมอ

เมื่อลูกเห็นห้องอื่นๆในบ้านสะอาดหมด เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าต้องทำความสะอาดห้องของตัวเองบ้างแล้วผลปรากฎว่า : พ่อ-แม่ ที่ขี้เกียจช่วยเหลือลูกในบางเรื่อง จะเป็นผลดี

กับลูกมากกว่า เพราะ การให้ลูกได้ฝึกทำสิ่งต่างๆเอง จะเป็นการฝึกนิสัยพึ่งพาตนเองได้ และ ไม่เฉยเมยต่อความรับผิดชอบต่างๆที่อยู่รอบตัว ฝึกหัดให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น

2. ขี้เกียจบ่น หรือ พูดมาก ให้ลูกเรียนรู้ที่จะเติมโตด้วยตนเอง

พ่อแม่หลายคนชอบสร้างความคาดหวังในตัวลูกมากเกินไป อยากให้ลูกทำตามสิ่งที่ตัวเองนั้นต้องการ เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับลูก แต่การทำแบบนี้จะทำให้ลูก

รู้สึกอึดอัด กดดัน และกลายเป็นไม่อยากฟัง และทำเป็นหูทวนลม ไม่ใส่ใจกับสิ่งที่แม่พูดแต่มีตัวอย่างจากครอบครัวหนึ่งที่กลับทำตรงกันข้าม ในวันหยุด เ ส า ร ์-อาทิตย์

ลูกชอบเล่นเกมเป็นเวลานานมาก และ ไม่ทำการบ้าน แม่จึงถามว่า… ”ลูกกะจะเล่นเกมถึงกี่โมง…?“ ลูกตอบว่า… ”ขอเล่นอีก 30 นาที“ แม่ตอบกลับไปว่า… ”โอเค ต้องรักษาคำพูดนะ“

พอผ่านไป 30 นาที แม่ก็เดินกลับมาดูอีก ลูกก็ยังคงนั่งเล่นอยู่ที่เดิม แม่ โ ก ร ธ มาก แต่ก็ต้องสงบสติอารมณ์และพูดอย่างใจเย็นว่า… ” ปกติลูกเป็นคนรักษาคำพูดไม่ใช่หรอ…? “

ในตอนนั้นลูกเริ่มรู้สึกผิด จากนั้นก็เดินไปปิดสวิทช์ และ รีบไปทำการบ้านทันที…!!นั้นเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้แม่เคยพูดหลายรอบเกี่ยวเรื่อง ”การเป็นคนน่าเชื่อถือ“

เช่น แม่เคยรับปากลูกไว้ว่า จะพาลูกไปเที่ยวที่ไหน จะ ซื้ อ ของเล่นอะไรให้ จะพาไป ซื้ อ ข น ม อะไร แม่ก็จะทำตามที่พูดไว้เป๊ะๆแม่จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูด

เป็นอย่างมาก เมื่อแม่รับปากลูกไว้เรื่องอะไร ก็จะทำตามที่รับปากไว้ และ สอนลูกอยู่เสมอว่าการเป็นคนน่าเชื่อถือ และ รับผิดชอบต่อคำพูดของตน ส่งผลต่อความรู้สึก

ของอีกฝ่ายมากแค่ไหนผลปรากฎว่า : พ่อ-แม่ ที่ขี้เกียจบ่น ไม่พูดบ่นเรื่อยเปื่อย ขยันในการหาวิธีในการรับมือเพื่อปลูกฝังจิตสำนึก และ ใช้เหตุผลในการพูดคุย จะเป็นการ

ฝุกให้ลูกรู้จักที่จะรักษาคำพูดของตัวเอง และ ทำตามให้ได้อย่างที่รับปากไว้

3. ขี้เกียจช่วยลูกทำการบ้าน

มีคุณแม่คนหนึ่งเล่าประสบการณ์ว่า ตนเองไม่เคยไปสอนการบ้านให้ลูกชายเลย แม่จะเตือนลูกมากกว่าว่าเวลาไหนควรไปทำการบ้านได้แล้ว เมื่อทำเสร็จแล้วก็บอกแม่ก็พอ

ส่วนการตรวจสอบว่าลูกชายทำถูกหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของตัวเขาเอง หรือ ให้เรียนรู้ว่าถูกหรือผิดจากที่โรงเรียน แม่มีหน้าที่แค่เซ็นชื่อเท่านั้นในตอนแรกลูกชาย

ไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยบอกว่า ”แม่ของคนอื่นจะช่วยตรวจการบ้านให้ด้วย ทำไมแม่ขี้เกียจแบบนี้…?“ เธอตอบลูกชายไปว่า… ”ไม่ใช่เพราะแม่ขี้เกียจหรอกนะ ลูกคิดดูสิ..!!

หากแม่ช่วยลูกตรวจการบ้าน แล้วลูกจะรู้ได้อย่างไรว่าผิดตรงไหนบ้าง ตอนอยู่ในห้องสอบหากผิดลูกจะรู้ไหมว่ามันผิดตรงไหน ในตอนนั้นไม่มีใครสามารถมาช่วยลูกตรวจข้อสอบได้

ลูกจะได้ฝึกการตรวจความถูกต้อง และ เรียนรู้ด้วยตัวเอง“ ในโรงเรียนลูกจะได้รับบทเรียนก่อน และ จึงจะได้ทำข้อสอบ แต่… ในโลกแห่งความเป็นจริงลูกจะได้เจอบททดสอบก่อน

แล้วถึงจะได้บทเรียนนี่คือสิ่งที่ลูกต้องเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เธอสอนให้ลูกรู้จักพึ่งตนเอง เมื่อพบเจอปัญหาก็ต้องคิดใคร่ครวญเอง หากคิดไม่ออกจริงๆค่อยถามแม่ หรือ ขอคำแนะนำจากแม่

ได้ผลปรากฎว่า : พ่อ-แม่ ที่ขี้เกียจตีกรอบความคิด แต่ปล่อยให้ลูกทำอย่างอิสระ คิดอย่างอิสระ แต่เธอก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอยังให้ความสนใจกับลูก และ ใช้วิธีการที่ชาญฉลาด

เพื่อช่วยแก้ปัญหาเมื่อลูกมีปัญหาพ่อแม่ทุกคนมักจะกังวลกับลูก จนไม่กล้าปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้และทำอะไรด้วยตัวเขาเอง คุณควรเอาความกังวลเก็บไว้ในใจ และปล่อยให้เขา

โบยบินไปด้วยวิธีของเขาเอง เพื่อให้เขามีปีกที่แข็งแรงพอ และอยู่ได้ด้วยตัวเองในวันที่ไม่มีคุณปกป้อง

ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนใจเย็น ให้ฝึกการรอคอย ถ้าอยากให้ลูกช่วยเหลือตัวเองเป็น ให้ลูกได้ลองลงมือปฎิบัติ ถ้าอยากให้ลูกพูดเพราะ และ มี ม า ร ย า ท ต้องทำให้ลูกเห็นทุกวัน

ถ้าอยากให้ลูกมีวินัย พ่อแม่ต้องรู้จักรักษาคำพูด ถ้าอยากให้ลูกแก้ปัญหาได้ ให้ฝึกให้เจอปัญหาบ่อยๆ ถ้าอยากให้ลูกกล้าแสดงความคิดเห็น ให้ฝึกถามเพื่อให้ลูกกล้าแสดงความคิดเห็น

บางคน ไม่กล้าใช้ลูก ไม่กล้าให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเอง ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสือเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วในสังคมปัจจุบันเรียน เก่งอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ

ในการดำเนินชีวิตแม้คุณจะรวยล้นฟ้ามาจากไหนก็ขอให้เลี้ยงลูกแบบสมถะ เรียบง่าย และ สอนให้เขาให้รู้จักความลำบากบ้างลูกของคุณจะได้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

มีความอดทน เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และ ต่อสังคม ในอนาคต

ขอขอบคุณ bitcoretech

Load More Related Articles
Load More By Stay
Load More In ข้อคิดชีวิต

Check Also

วิธีคิด 9 ข้อ ของเตี่ย ผ่านไปกี่ยุค..ก็ยังใช้ได้ดีเสมอ

9 วิธีคิดจากเตี่ย จะผ่านไปกี่ยุค ก็ยังใช้ได้อยู่เสมอ หลายคนคงจะเคยสงสัย ว่าทำไมคน จี น ที่…