Home ความรัก ถ้าไม่มีวาสนาต่อกัน รักมากแค่ไหน เขาก็ไปอยู่ดี

ถ้าไม่มีวาสนาต่อกัน รักมากแค่ไหน เขาก็ไปอยู่ดี

0 second read
0
0
337

เมื่อสิ้นวาสนาต่อ กัน ต่อให้รักกัน มากแค่ไหน ก็ต้องจากกันอยู่ดีไม่มีใครอยู่กับเราไปได้ตลอดชีวิตหรอก จะอยากจากหรือไม่ก็ต้องจากเพราะการจากลาคือความจริงของชีวิต

ที่ต้องยอมรับให้ได้ คนเคยกอดกัน รักกัน มากแค่ไหนซักวันก็ต้องจากหายไป คนเรานั้นไม่รู้หรอ กว่าจะอยู่ด้วยกันถึงวันไหน เพราะไม่มีใครสามารถล่วงรู้เหตุการณ์

อนาคตได้ ชีวิตคู่ของคนสองคนก็เหมือนกับเส้นด้ายบางๆที่ไม่รู้ว่าจะขาดออกจากกันวันไหน เพราะบางทีเราก็ทำให้มันขาดไวขึ้นด้วยตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นในช่วงที่

คุณยังรักกัน หากอะไรที่ยอมๆกันได้ก็ยอมกันไปเถอะ อย่าทะเลาะหรือทำให้ต่างฝ่ายต้องมานั่งเสียใจเลย เพราะคู่รักบางคู่เขาก็ไม่มีโอกาสที่จะได้กลับไปง้อคนที่เขารัก

อย่าให้ความทรงจำสุดท้ายในชีวิตของพวกคุณ คือการที่คุณสองคนต้องมานั่งทะเลาะกัน และเสียน้ำตาให้กันอีกเลยต่อให้รักกัน มาก เมื่อหมดบุญวาสนาต่อ กัน แล้วสุดท้าย ก็

ต้องจากกันไป เมื่อช่วงชีวิตหนึ่ง เราอาจจะได้เจอคนรักที่ดี กับเราทุกอย่างแต่ด้วยบุญวาสนา ที่เราไม่ได้เกิดมาคู่กัน เมื่อหมดบุญวาสนาที่มีต่อ กัน สุดท้ายเรา ก็ต้องเดินจากกันไปอยู่ดี

วันนี้ เรามีบทความมาเตือนใจ คนที่ยังมีความรัก ที่ดีหมั่นสร้างบุญร่วมกัน ให้มาก ๆ บางทีความรักก็เหมือนกับการชดใช้ กรรมร่วมกัน เพราะใช่ว่าความรักนั้น จะโรยไปด้วย

กลีบกุหลาบเสมอไปบางคู่ แรก ๆ ก็รักกันดีแต่พอมี ปัญหาก็กลายเป็น ไม่ถูกชะตากันกลายเป็นคู่แค้นคู่ อ า ฆ า ต กันไปซะอย่างนั้นทั้ง ๆที่เคยรักกันเพราะ เมื่อถึงเวลาบางครั้ง

คนเราก็ต้องแยกจากกันอยู่ดี ต่อให้รู้สึกว่าไม่อยากจากแต่ถ้าความรู้สึกมันไม่ได้ทุกอย่างมีแต่ทางตันไปไหนต่อไม่ได้ก็ต้องยอมรับมันอยู่ดีให้คิดเสียเวลาการเลิกราจากกันไปนั้น

เหมือนเป็นการหมดเวรหมดกรรมต่อ กัน จะได้ไม่ต้องผูกพันกันต่อหรือต้องมามีอะไรติดค้างกันอีกต่อไป บางคู่ในช่วงเวลาที่ยังรักกันนั้น มักจะมีแต่ปัญหาแทนที่จะมีความสุข

แต่กลับมีแต่ความทุกข์เรียกว่าเป็นความรักที่มีแต่กรรมร่วมกันเพราะฉะนั้นหากคนเราหมดเวรหมดกรรมต่อ กันสุดท้ายยังไงก็ต้องเลิกรากันไปอยู่ดีอาจเพราะหลายอย่าง

ที่มาเป็นส่วนเสริมเช่นความไม่เข้าใจ กันการนอกใจหรือทะเลาะหรือเข้ากันไม่ได้ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะเป็นสาเหตุให้คู่รักหลายๆคู่เลิกกันไปและสุดท้ายก็ แ ย ก ย้ า ย

กันไปตามทางใครทางมันเหมือนเป็นการจบสิ้นเวรกรรมที่มีต่อ กันในชาตินี้ว่ากันว่าที่คนเราได้เจอ กันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เพราะบุญกรรมที่เราได้ทำร่วมกัน มาแต่ชาติก่อน

แต่มีเหตุที่ต้องทำให้พรากจากกัน ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาเตือนสติได้ดีมากหากสิ้นวาสนาก็ต้องจากกัน อยู่ดีมีชายหญิงคู่หนึ่งรักกัน มากคบกัน มา 3 ปีตกลงจะแต่งงานกัน

กำหนดวันเรียบร้อยฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะได้แต่งงานต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่าคู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่น อย่างกะทันหันและฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจไม่ได้ถูกบังคับเขาทั้ง งง

และเสียใจมากเอาแต่ร้องไห้ไม่กินไม่นอนต่อมาก็ ป่ ว ย หนักเพราะตรอมใจเวลาผ่านไปฝ่ายชายอาการทรุดลงเรื่อยๆไปหา ห ม อ เท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้นเลยต่อมามีหลวงตารูปหนึ่งผ่านมา

เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ ที่หน้าบ้านของชายคนนั้นแล้วมองเข้าไปในบ้านแล้วจึงเคาะประตูเด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่าเป็นพระจึงพูดว่าไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า

หลวง ต า ยิ้ ม อย่างมีเมตตาและพูดว่าอาตมาไม่ได้มาบิณฑบาตหรอก ในบ้าน มีคน ป่ ว ย ใช่ ไ ห ม อ า ต ม า พอมีความรู้ทางด้าน การแพทย์นิดหน่อยอาจจะพอช่วยได้นะ

เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็ บอกว่าเดี๋ยวต้องไปถามเจ้านายก่อนเด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านายเจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามาก็ให้เข้ามาเมื่อหลวงตา

เข้าไปที่ห้องนอนจึงพบว่าชายเจ้าของบ้านนอนอย่างหมดอาลัย ต า ย อยากอยู่สีหน้าซีดเซียว ร่ า ง ก า ย ก็ซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่ง ศ พ เด็กรับใช้นำน้ำมา ถวายหลวงตา

พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายผู้นั้น หลวง ต า ยิ้ ม และพูดว่าอาการหนักเลยนะชายคนนั้นก็เงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูดหลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธีจึงกล่าวว่า

โทรมมากเลยนะ ชายคนนั้นก็ยังไม่สนใจหลวงตาบอ กว่าไม่เชื่อก็มองที่กระจกสิชายคนนั้นไม่สนใจแต่หางตาก็แลไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอนเขามองเห็นภาพของคนรัก

ในนั้นไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเลที่แห่งนั้นเงียบสงบไม่มีคนผ่าน มา ขณะที่ชายคนที่
ป่ ว ย มองภาพในกระจกด้วย

ความสนใจจึงพบว่ามี ศ พ หญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาดเวลาผ่านไป สักครู่มีชายคนหนึ่งเดินผ่าน มาเขามองเห็น ศ พ หญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจจึงเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนเดินผ่าน มาเขามองเห็น ศ พ เขา ส ง ส า ร จึงถอ ดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น ให้และเดินจากไปพักใหญ่ๆอีกเช่นเคยมีชายอีกคนเดินผ่านมา

เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่จึงเปิดดูเมื่อพบว่าเป็น ศ พ ด้วยใจ ส ง ส า ร จึงจะฝังให้เรียบร้อยแต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุดเขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้งสองข้างของเขาค่อย ๆ

กอบทรายขึ้น มาเขาทำแบบนี้เรื่อยๆ จนถึงเย็นพอได้หลุมใหญ่พอสมควรจึงได้ ฝั ง ศ พ ผู้หญิงคนนั้นและจากไป จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของ ศ พ หญิงคนนั้นและค่อย ๆ

เปลี่ยนเป็นภาพของหญิงอดีตคนรักของเขา เขาได้เห็นก็ตกใจอยู่ครู่หนึ่งกระจกก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่2แล้วก็ค่อยๆจางหายไปเหลือแต่เงาของตนเอง ในกระจกขณะนั้น

หลวงตาพูดว่าทีนี้เข้าใจหรือยัง ศ พ นั้นคือคู่รักของโยมชายคนที่ช่วยฝัง ศ พ เธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติชาตินี้เธอเลยได้แต่งงานกับเขาส่วนโยม ช่วยคลุม ศ พ เธอจึง

ผูกวาสนา 3 ปีตอนนี้ พอครบสามปีวาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกันเมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอัก เ ลื อ ด ออกมาเด็กรับใช้ก็ตกใจหลวง
ต า ยิ้ ม แล้วพูดว่าโยมรอ ดแล้วเมื่อกี้

โยมกระอัก เ ลื อ ด เ อ า เ ลื อ ด เสียออกมาแล้วนะต่อมาไม่นานชายคนนั้นได้ออกบวชและติดตามหลวงตารูปนั้นในที่สุดเพราะคนเราเจอ กันไม่ใช่เรื่องบังเอิญความสัมพันธ์

พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนคนรัก ฯ ล ฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอยเมื่อมีวาสนาไม่ต้องเรียกร้องใดๆ ถึงเวลาก็มาเจอ กัน แต่หากสิ้นวาสนาคงต้องจากกันรั้งยังไงก็ไม่อยู่ ในตอนที่

ยังอยู่ด้วยกันคุณทำดีต่อคนรอบข้างของคุณหรือยังเพราะถึงเวลาที่ต้องจากกันไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้าก็เรียกมันกลับคืน มาไม่ได้ทำดี ต่อ กันไว้เถิดเพราะ

ไม่มีใครรู้ว่าเราจะต้องจากกันตอนไหน

ที่มา : pankanan

Load More Related Articles
Load More By Stay
Load More In ความรัก

Check Also

10 นิสัยแบบคนรวย ที่ทำตามแล้วชีวิตดีขึ้น

1. คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ คนจนและคนชั้นกลาง ชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและ บ…